ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ทำความเย็น และชิ้นส่วนพลาสติก น่าจะรู้สึกเหมือนกันว่า
ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่คือความไม่แน่นอนของซัพพลาย และระยะเวลานำเข้า (Lead Time) ที่ยาวขึ้นกว่าปกติ ทำให้หลายธุรกิจเริ่มเจอคำถามที่ตอบยากขึ้นทุกวันว่า ควรขึ้นราคาขายเมื่อไร? ขึ้นแล้วลูกค้าจะรับได้ไหม? หรือควรยอมแบกต้นทุนไว้ก่อน?
ต้นทุนมันขึ้นเร็วเกินตั้งตัว เม็ดพลาสติกที่เคยซื้อได้ในราคาหนึ่ง กลับปรับขึ้นแบบต่อเนื่อง บางช่วงถึงขั้นหาของไม่ได้ ต่อให้ยอมจ่ายก็ยังต้องรอ
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นชัดเจน แต่หลายธุรกิจกลับ “ลังเลที่จะปรับราคา” เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าควรขึ้นแต่เพราะ ไม่มั่นใจว่าควรขึ้นเท่าไร
- ถ้าขึ้นเร็วเกินไป → ลูกค้าอาจรู้สึกว่าราคาไม่สมเหตุสมผล
- ถ้าขึ้นช้าเกินไป → คู่แข่งปรับไปก่อน และเราอาจเสียโอกาส
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น คือ สินค้าในคลังไม่ได้มีต้นทุนเท่ากัน บางล็อตซื้อมาในช่วงราคาต่ำ และบางล็อตซื้อมาในช่วงราคาสูง แต่เมื่อขายออกไปในชื่อ สินค้าเดียวกัน กลับให้กำไรไม่เท่ากันเลย ทั้งหมดนี้เกิดจากสิ่งเดียวกันคือ การไม่เห็นต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าแต่ละล็อต
เมื่อการบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory) กลายเป็นเรื่องสำคัญมากในสถานการณ์นี้
ในช่วงที่วัตถุดิบขาดตลาด การมีของ (มีสต็อก) อาจดูเหมือนเป็นข้อได้เปรียบ แต่ในอีกมุมหนึ่งถ้าบริหารไม่ดี สต๊อกก็กลายเป็นความเสี่ยงทันที เพราะสินค้าแต่ละชิ้นมีต้นทุนไม่เท่ากัน และราคาตลาดก็เปลี่ยนเร็ว หากยังใช้วิธีเดิม เช่น คิดต้นทุนเฉลี่ยแบบคร่าวๆ หรือใช้ Excel หลายไฟล์ในการคุมสต๊อก
ปัญหาที่หลายธุรกิจมักเกิดขึ้น คือ
- ของที่ต้นทุนต่ำ ถูกขายช้า
- ของที่ต้นทุนสูง ถูกขายเร็ว
- ตัวเลขกำไรโดยรวมไม่ชัดเจน
นี่คือจุดที่หลายธุรกิจเริ่มรู้สึกว่า “การบริหารสินค้าคงคลัง” ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนของอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของกำไรโดยตรง
ทำไมธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว ถึงมีข้อมูลที่ชัดเจนกว่า?
ในสถานการณ์เดียวกัน จะเห็นว่าบางธุรกิจสามารถปรับราคาได้เร็ว และมีกลยุทธ์ในการขายได้อยู่ ในขณะเดียวกันที่บางธุรกิจลังเล และเสียโอกาสไป ความต่างไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดของทีมงาน แต่อยู่ที่ข้อมูลของธุรกิจ ที่เห็นได้ทันที พร้อมปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์
ข้อมูลช่วยที่ Support ธุรกิจ : สินค้าล็อตไหนต้นทุนเท่าไหร่ / Margin ที่ยอมรับได้คือเท่าไหร่ / ต้นทุนเพิ่ม ควรขยับราคาขายเท่าไร ผู้บริหารจะสามารถตัดสินใจได้ทันที โดยไม่ต้องรอการประชุมหลายรอบ หรือใช้การคาดเดา
ทางออก: ใช้ระบบ ERP เพื่อเชื่อม “ต้นทุน + สต๊อก + ราคา” เข้าด้วยกัน
นี่คือเหตุผลที่หลายธุรกิจเริ่มหันมาใช้ ระบบ ERP เพราะ ERP ไม่ได้แค่ช่วยเก็บข้อมูลแต่ช่วยเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ การซื้อวัตถุดิบ -> การรับสินค้าเข้าคลัง -> การขายสินค้า -> ไปจนถึงข้อมูลการเงินเมื่อทุกอย่างอยู่ในระบบเดียวคุณจะสามารถเห็นต้นทุนของสินค้าแต่ละล็อตได้ชัดเจน และที่สำคัญคือสามารถวิเคราะห์และแนะนำการตั้งราคาได้ทันที
ตัวอย่างการใช้งานจริง: เมื่อข้อมูลช่วยให้คุณตั้งราคาได้แม่นขึ้น
ลองนึกภาพว่า ระบบแสดงให้คุณเห็นว่า
- สินค้าล็อตเก่า → ต้นทุนต่ำ
- สินค้าล็อตใหม่ → ต้นทุนสูงขึ้น 25%
คุณสามารถวางแผนได้ทันทีว่า ควรเร่งขายล็อตเก่า เพื่อทำกำไรให้มากที่สุด และค่อยปรับราคาสินค้าใหม่ตามต้นทุนจริง แทนที่จะตั้งราคาแบบเฉลี่ย หรือใช้ความรู้สึกเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้คุณเห็นว่า ถ้าต้องการรักษา Margin เดิมควรตั้งราคาขายใหม่ที่เท่าไร ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญมากในช่วงที่ราคาสินค้าผันผวน